3 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษีปี 2565 (ยื่นในปี 2566) #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
การยื่นภาษีประจำปีเป็นหน้าที่สำคัญของคนไทยทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การทำความเข้าใจเรื่องภาษีจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่พลาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราพึงได้รับ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 3 เรื่องสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนยื่นภาษีปี 2565 (ยื่นในปี 2566) เพื่อให้การยื่นภาษีของคุณเป็นเรื่องง่ายและถูกต้อง
ยื่นภาษี vs เสียภาษี: ความแตกต่างที่ควรรู้
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกเรื่องอื่นๆ เรามาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า “ยื่นภาษี” และ “เสียภาษี” กันก่อน หลายคนอาจจะยังสับสนว่าทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันหรือไม่
ใครมีหน้าที่ยื่นภาษี?
การยื่นภาษีไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีเสมอไป แต่หมายถึงการที่เรามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเกณฑ์ในการพิจารณาว่าใครมีหน้าที่ยื่นภาษีนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้และสถานะส่วนตัวของคุณ
สำหรับผู้ที่มีรายได้จากการทำงานเป็นเงินเดือนเพียงอย่างเดียว หากมีรายได้ตลอดทั้งปีเกิน 120,000 บาท ก็มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีแล้ว ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือน หากมีรายได้รวมกันเกิน 60,000 บาทต่อปี ก็มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเช่นกัน
สำหรับผู้ที่มีสถานะเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย หากคู่สมรสไม่มีรายได้ และมีเงินได้จากการทำงานเป็นเงินเดือนเกิน 200,000 บาทต่อปี ก็มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเช่นกัน ในกรณีที่มีรายได้ประเภทอื่น หากมีรายได้รวมกันเกิน 120,000 บาทต่อปี ก็มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี
ขอคืนภาษีคืออะไร?
เมื่อเราเข้าใจเรื่องการยื่นภาษีแล้ว อีกคำหนึ่งที่เรามักได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “ขอคืนภาษี” การขอคืนภาษีหมายถึง การที่เรามีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากร เนื่องจากภาษีที่เราจ่ายไปในระหว่างปี (เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือภาษีครึ่งปี) มีจำนวนมากกว่าภาษีที่เราคำนวณได้เมื่อสิ้นปี
การคำนวณว่าจะได้คืนภาษีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับภาษีที่เราคำนวณได้เมื่อสิ้นปีเปรียบเทียบกับภาษีที่เราจ่ายไปแล้ว หากภาษีที่คำนวณได้น้อยกว่าภาษีที่เราจ่ายไป เราก็มีสิทธิขอคืนภาษีได้ แต่ถ้าภาษีที่คำนวณได้มากกว่าภาษีที่เราจ่ายไป เราก็จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม
3 เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษี
เมื่อพูดถึงการยื่นภาษี สิ่งสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจคือวิธีการคำนวณภาษี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ รายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน
วิธีคํานวณภาษี: เงินได้สุทธิ vs เงินได้พึงประเมิน
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้วิธีการคำนวณ 2 แบบ คือ วิธีเงินได้สุทธิ และวิธีเงินได้พึงประเมิน โดยจะเลือกวิธีที่ทำให้เราต้องเสียภาษีในจำนวนที่สูงกว่า
โดยทั่วไปแล้ว วิธีเงินได้สุทธิมักจะทำให้เราต้องเสียภาษีมากกว่า ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับวิธีนี้เป็นพิเศษ
รายได้: เรื่องที่คนมักเข้าใจผิด
เรื่องของรายได้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง มีหลายประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
รายได้ต้องเสียภาษีหรือไม่?
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า หากได้รับเงินสด หรือได้รับเงินโดยที่ไม่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ จะไม่ต้องเสียภาษี ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง
ตามหลักการแล้ว รายได้ทุกประเภทจะต้องเสียภาษี ยกเว้นแต่จะมีกฎหมายยกเว้นไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะได้รับเงินสด หรือเงินเข้าบัญชี หากเป็นรายได้ที่เกิดจากการทำงาน หรือการประกอบอาชีพ คุณก็มีหน้าที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
รายได้ในประเทศ vs ต่างประเทศ
อีกหนึ่งประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดคือ เรื่องของรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ
โดยทั่วไปแล้ว หากคุณมีรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คุณจะต้องเสียภาษีในประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณมีรายได้จากต่างประเทศ หลักการจะซับซ้อนกว่านั้น
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เข้าใจให้ถูกต้อง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่เราถูกหักออกไปจากเงินได้ของเราในระหว่างปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่เราต้องจ่าย
การทำความเข้าใจเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินและคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง
ค่าใช้จ่าย: หักแบบไหนได้บ้าง?
ค่าใช้จ่ายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการคำนวณภาษี การทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายจะช่วยให้เราสามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ประเภทเงินได้ 8 ประเภท
ในการคำนวณภาษี เราต้องพิจารณาประเภทของเงินได้ที่เราได้รับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ประเภทตามที่กฎหมายกำหนด
- เงินได้ประเภทที่ 1: เงินเดือน ค่าจ้าง
- เงินได้ประเภทที่ 2: ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า
- เงินได้ประเภทที่ 3: ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิ
- เงินได้ประเภทที่ 4: ดอกเบี้ย เงินปันผล
- เงินได้ประเภทที่ 5: ค่าเช่า
- เงินได้ประเภทที่ 6: วิชาชีพอิสระ
- เงินได้ประเภทที่ 7: รับเหมา
- เงินได้ประเภทที่ 8: อื่นๆ
การทราบประเภทของเงินได้ จะช่วยให้เราสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้อย่างถูกต้อง
การหักค่าใช้จ่าย: แบบเหมา vs แบบตามจริง
ในการหักค่าใช้จ่าย เราสามารถเลือกได้ 2 วิธี คือ หักแบบเหมา และหักแบบตามจริง
การหักแบบเหมา คือการหักค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะดวกและง่ายต่อการคำนวณ ในขณะที่การหักแบบตามจริง คือการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาหัก ซึ่งอาจจะช่วยให้เราลดภาระภาษีได้มากกว่า หากเรามีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการมีรายได้จำนวนมาก
การเก็บเอกสารหลักฐาน
ไม่ว่าคุณจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบตามจริง สิ่งสำคัญคือการเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายได้และค่าใช้จ่ายของคุณ เพื่อใช้ในการยืนยันข้อมูลเมื่อมีการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
ค่าลดหย่อน: รายการลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?
ค่าลดหย่อนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดภาระภาษีของเราได้ การทำความเข้าใจรายการลดหย่อนต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรวจสอบข้อมูลค่าลดหย่อนผ่าน My Tax Account
กรมสรรพากรได้จัดทำระบบ My Tax Account เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถตรวจสอบข้อมูลค่าลดหย่อนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ ซึ่งจะช่วยให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นภาษีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่พลาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราพึงได้รับ หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณ
หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการวางแผนภาษี หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม
ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์
แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

Leave a Reply