กลัวธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร ? ลองฟังคลิปนี้ครับ | ภาษี ON LINE EP.2
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรกันมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร เกี่ยวข้องกับเราอย่างไร และต้องทำตัวอย่างไร วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้กันแบบละเอียด พร้อมอัปเดตข้อมูลล่าสุด เพื่อให้คุณเข้าใจทุกประเด็นสำคัญ และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป
ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร: อัปเดตล่าสุด
เรื่องของการที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรนั้น เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ และมีคำถามมากมาย วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุด เพื่อให้คุณเข้าใจทุกแง่มุมของเรื่องนี้
กฎหมายบังคับใช้
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งข้อมูลของธนาคารให้สรรพากรนั้น มีผลบังคับใช้จริงจังตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี
ข้อมูลที่ธนาคารส่ง
ข้อมูลที่ธนาคารต้องส่งให้สรรพากรนั้น ครอบคลุมข้อมูลหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน
การนับจำนวนครั้งและยอดเงิน
การส่งข้อมูลให้สรรพากรนั้น มีเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ จำนวนครั้งในการทำธุรกรรม และยอดเงินรวมที่เกิดขึ้นในบัญชี
ผู้ที่เกี่ยวข้อง: ธนาคาร, สถาบันการเงิน, E-wallet
เมื่อพูดถึง “ธนาคาร” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถาบันการเงินอื่นๆ และผู้ให้บริการ E-wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ดังนั้น หากคุณใช้บริการเหล่านี้อยู่ ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี
ระยะเวลาการส่งข้อมูล
ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ จะต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรเป็นรายปี โดยจะพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมของทุกปี และต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรภายในสิ้นเดือนมีนาคมของปีถัดไป
ใครบ้างที่ถูกส่งข้อมูล?
หลายคนอาจสงสัยว่า ใครบ้างที่จะถูกส่งข้อมูลให้สรรพากร? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
เงื่อนไขการส่งข้อมูล
เงื่อนไขในการส่งข้อมูลให้สรรพากรนั้น มี 2 รูปแบบหลักๆ ที่ต้องทำความเข้าใจ
เงื่อนไขที่ 1: จำนวนครั้ง
เงื่อนไขแรก คือ การพิจารณาจากจำนวนครั้งในการทำธุรกรรม หากมีการทำธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคาร หรือ E-wallet เกิน 3,000 ครั้งต่อปี ธนาคารนั้นๆ จะต้องส่งข้อมูลให้สรรพากร โดยไม่คำนึงถึงยอดเงินรวม
เงื่อนไขที่ 2: จำนวนครั้งและยอดเงิน
เงื่อนไขที่สอง คือ การพิจารณาจากทั้งจำนวนครั้งและยอดเงินรวม โดยจะต้องเข้าเกณฑ์ทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือ มีการทำธุรกรรมเกิน 400 ครั้งต่อปี และมียอดเงินรวมในบัญชีเกิน 2,000,000 บาทต่อปี ธนาคารจึงจะมีหน้าที่ส่งข้อมูลให้สรรพากร
การนับจำนวนครั้ง (เงินเข้า)
การนับจำนวนครั้งในการทำธุรกรรมนั้น จะนับเฉพาะรายการที่มีเงินเข้าบัญชีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินจากที่ต่างๆ หรือการรับเงินจากช่องทางอื่นๆ
เกณฑ์ยอดเงินรวม
เกณฑ์ยอดเงินรวมที่ใช้ในการพิจารณา คือ ยอดเงินรวมที่เข้าบัญชีทั้งหมดตลอดทั้งปี หากมียอดเงินรวมเกิน 2,000,000 บาท ก็จะเข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่สอง
ส่ง vs ตรวจ vs ยื่น: 3 คำที่ต้องเข้าใจ
เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เรามาทำความเข้าใจ 3 คำสำคัญ ที่มักจะถูกนำมาใช้ร่วมกัน คือ “ส่ง” “ตรวจ” และ “ยื่น”
ความแตกต่างของแต่ละคำ
3 คำนี้มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การ “ส่ง” คือ การที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรตามที่กฎหมายกำหนด การ “ตรวจ” คือ การที่สรรพากรตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมา รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และการ “ยื่น” คือ การที่ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
การตรวจสอบของสรรพากร
การตรวจสอบของสรรพากรนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อมูลที่ได้รับจากธนาคารเท่านั้น สรรพากรมีข้อมูลอื่นๆ อีกมากมายที่ใช้ในการตรวจสอบ เช่น ข้อมูลจากหน่วยงานราชการอื่นๆ ข้อมูลจากบริษัทต่างๆ และข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ
ผลกระทบของการไม่ยื่นภาษี
การไม่ยื่นภาษี หรือยื่นภาษีไม่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงได้ เช่น การถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมถึงอาจมีโทษทางอาญาด้วย
ตัวอย่าง: กรณีถูกตรวจสอบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างกรณีที่ถูกตรวจสอบกัน
ตัวอย่าง: คนหนีภาษี
นาย ก. มีรายได้จากการทำธุรกิจออนไลน์ แต่ไม่ได้ยื่นภาษีเลย เมื่อสรรพากรตรวจสอบข้อมูลจากธนาคาร พบว่ามีการทำธุรกรรมจำนวนมาก และมียอดเงินหมุนเวียนในบัญชีสูง สรรพากรจึงเรียกตรวจสอบ และพบว่านาย ก. มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ผลที่ตามมาคือนาย ก. ต้องเสียภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ตัวอย่าง: คนยื่นภาษีถูกต้อง
นาง ข. มีรายได้จากการทำงานประจำ และยื่นภาษีถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าธนาคารจะส่งข้อมูลของนาง ข. ให้สรรพากร แต่เนื่องจากนาง ข. ยื่นภาษีถูกต้อง ข้อมูลที่ส่งไปจึงไม่มีปัญหาใดๆ
สิ่งสำคัญกว่าการถูกส่งข้อมูล
สิ่งสำคัญกว่าการถูกส่งข้อมูล คือ การจัดการข้อมูลทางการเงิน และการยื่นภาษีให้ถูกต้อง
การจัดการข้อมูลธุรกิจ
หากคุณมีธุรกิจ ควรมีการจัดการข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ และการทำความเข้าใจกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้อง
การยื่นภาษีให้ถูกต้อง
การยื่นภาษีให้ถูกต้อง คือ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามกำหนดเวลา พร้อมทั้งกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน และชำระภาษีตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
สรุปประเด็นสำคัญ
มาสรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีกครั้ง
- ธนาคาร, สถาบันการเงิน, และผู้ให้บริการ E-wallet ต้องส่งข้อมูลให้สรรพากร
- การส่งข้อมูลพิจารณาเป็นรายธนาคาร
- เงื่อนไขการส่งข้อมูลมี 2 แบบ: จำนวนครั้ง หรือ จำนวนครั้งและยอดเงิน
- การไม่ถูกส่งข้อมูลไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกตรวจสอบ
- การยื่นภาษีเป็นหน้าที่ของผู้มีเงินได้
- สิ่งสำคัญคือการจัดการข้อมูลธุรกิจและยื่นภาษีให้ถูกต้อง
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษี สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินได้เลย
ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์
แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

Leave a Reply