Deprecated: Creation of dynamic property TwitterFeed\Builder\CTF_Feed_Builder::$ctf_sb_analytics is deprecated in /home/u763545322/domains/kanngongkanngoen.org/public_html/wp-content/plugins/custom-twitter-feeds/inc/Builder/CTF_Feed_Builder.php on line 23
คนธรรมดา เปิดร้านอาหาร: ยื่นภาษีง่ายๆ เข้าใจได้ใน 5 นาที - kanngongkanngoen.org

คนธรรมดา เปิดร้านอาหาร: ยื่นภาษีง่ายๆ เข้าใจได้ใน 5 นาที

คนธรรมดา เปิดร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม ยื่นและเสียภาษียังไง ? | ยื่นภาษีด้วยตัวเอง Ep.22

การเปิดร้านขายอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ในชุมชน หรือร้านที่เปิดผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เจ้าของร้านหลายคนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องภาษีอย่างละเอียด ทำให้เกิดความกังวลใจในการจัดการภาษี วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องภาษีสำหรับคนธรรมดาที่เปิดร้านอาหารกันอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องและสบายใจ

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหาร

เมื่อคุณเปิดร้านอาหารในนามบุคคลธรรมดา สิ่งสำคัญที่คุณต้องรู้คือ ภาษีที่คุณต้องเกี่ยวข้องมี 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่คุณต้องจ่ายจากรายได้ที่คุณได้รับจากการทำธุรกิจร้านอาหารของคุณ โดยคำนวณจากรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ

VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)

VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเกี่ยวข้องเมื่อยอดขายของคุณเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หากยอดขายของคุณไม่ถึงเกณฑ์นี้ คุณจะไม่ต้องจดทะเบียน VAT

เกณฑ์การเสีย VAT

หากยอดขายต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณจะต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้าของคุณ และนำส่งให้กับกรมสรรพากร

วิธีคำนวณภาษีเงินได้

การคำนวณภาษีเงินได้มี 2 วิธีหลักๆ ที่คุณสามารถเลือกใช้ได้ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

วิธีเงินได้สุทธิ

วิธีเงินได้สุทธิ คือ การคำนวณภาษีจากรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ โดยมีสูตรคำนวณดังนี้: รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า

วิธีเงินได้พึงประเมิน

วิธีเงินได้พึงประเมิน จะใช้ในกรณีที่คุณมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาท โดยคำนวณจากรายได้รวมทั้งหมดคูณด้วย 0.5%

การเปรียบเทียบและเลือกวิธีคำนวณ

คุณต้องคำนวณภาษีทั้ง 2 วิธี แล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ วิธีที่ให้ผลลัพธ์เป็นภาษีที่สูงกว่าคือวิธีที่คุณต้องใช้ในการยื่นภาษี

ประเภทเงินได้และค่าใช้จ่าย

ในการยื่นภาษี คุณต้องทราบว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ในประเภทใด และค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่คุณสามารถนำมาหักได้

เงินได้ประเภทที่ 8

รายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่ม จัดอยู่ในประเภทเงินได้ที่ 8 ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในประเภทอื่นๆ

การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา

การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา คือ การหักค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับประเภทเงินได้นั้นๆ สำหรับเงินได้ประเภทที่ 8 คุณสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ของรายได้

การหักค่าใช้จ่ายตามจริง

การหักค่าใช้จ่ายตามจริง คือ การนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินธุรกิจมาหักออกจากรายได้ ซึ่งคุณต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ถูกต้องและทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างเป็นระบบ

หลักฐานและบัญชีรายรับ-รายจ่าย

หากคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง คุณต้องเก็บหลักฐานการจ่ายต่างๆ เช่น ใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าร้าน ค่าจ้างพนักงาน และทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อใช้ในการยืนยันค่าใช้จ่ายกับกรมสรรพากร

การยื่นภาษีสำหรับร้านอาหาร

การยื่นภาษีสำหรับร้านอาหารมีขั้นตอนและรายละเอียดที่คุณต้องใส่ใจ เพื่อให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง

รายได้จากช่องทางต่างๆ

รายได้จากร้านอาหารของคุณอาจมาจากหลายช่องทาง เช่น การขายหน้าร้าน การขายผ่านแอป Delivery และโครงการคนละครึ่ง คุณต้องนำรายได้จากทุกช่องทางมารวมกันเพื่อคำนวณภาษี

การรวมรายได้

คุณต้องนำรายได้ทั้งหมดที่ได้รับตลอดทั้งปีภาษีมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินสด เงินโอน หรือเงินที่ได้รับจากโครงการต่างๆ

รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย

รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของคุณก่อนที่จะนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักออก

การกรอกข้อมูลในเว็บไซต์สรรพากร

คุณสามารถยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้ โดยกรอกข้อมูลรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่างๆ ตามแบบฟอร์มที่กำหนด

การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย

คุณสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหลักฐานและระบบบัญชีของคุณ

ค่าลดหย่อน

อย่าลืมนำค่าลดหย่อนต่างๆ ที่คุณมีมาใช้ในการคำนวณภาษี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร ค่าเบี้ยประกัน และอื่นๆ เพื่อช่วยลดภาระภาษีของคุณ

VAT กับยอดขาย: สองเรื่องที่ต้องรู้

VAT เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจ หากยอดขายของคุณถึงเกณฑ์ที่กำหนด

ความแตกต่างระหว่างยอดขายและ VAT

ยอดขาย คือ รายได้รวมทั้งหมดที่คุณได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ ส่วน VAT คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้าในอัตรา 7%

ผลกระทบของการจด VAT ต่อราคาขาย

เมื่อคุณจดทะเบียน VAT คุณจะต้องบวก VAT 7% เข้าไปในราคาขายสินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของคุณ

การคำนวณ VAT

ในการคำนวณ VAT คุณต้องคำนวณ VAT ที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้า (VAT ขาย) และ VAT ที่คุณจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าและบริการ (VAT ซื้อ) จากนั้นนำ VAT ขาย หักด้วย VAT ซื้อ ผลที่ได้คือ VAT ที่คุณต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร

ตัวอย่างการคำนวณภาษีร้านอาหาร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างการคำนวณภาษีสำหรับร้านอาหารกัน

ตัวอย่างรายได้

สมมติว่าคุณมีรายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งปี 800,000 บาท

การคำนวณภาษี

ถ้าคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ค่าใช้จ่ายของคุณจะเท่ากับ 480,000 บาท (800,000 x 60%) เงินได้สุทธิของคุณจะเท่ากับ 320,000 บาท (800,000 – 480,000) คุณต้องนำเงินได้สุทธินี้ไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า

ผลลัพธ์และข้อควรพิจารณา

ในกรณีนี้ คุณอาจต้องพิจารณาเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของคุณมากกว่า 480,000 บาท เพื่อให้คุณเสียภาษีน้อยลง

สรุปประเด็นสำคัญ

มาสรุปประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการยื่นภาษีสำหรับร้านอาหารกัน

รายได้: ทุกช่องทาง

นำรายได้จากทุกช่องทางมารวมกัน

การหักค่าใช้จ่าย: เหมาหรือจริง

เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหลักฐาน

VAT: เกิน 1.8 ล้านบาท

จดทะเบียน VAT หากยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

การทำความเข้าใจเรื่องภาษีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เพื่อให้คุณสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนภาษีและการเงิน สามารถ

ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์

💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์

แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

QR Code Line