คนธรรมดา เปิดร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม ยื่นและเสียภาษียังไง ? | ยื่นภาษีด้วยตัวเอง Ep.22
การเปิดร้านขายอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ในชุมชน หรือร้านที่เปิดผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เจ้าของร้านหลายคนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องภาษีอย่างละเอียด ทำให้เกิดความกังวลใจในการจัดการภาษี วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องภาษีสำหรับคนธรรมดาที่เปิดร้านอาหารกันอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องและสบายใจ
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหาร
เมื่อคุณเปิดร้านอาหารในนามบุคคลธรรมดา สิ่งสำคัญที่คุณต้องรู้คือ ภาษีที่คุณต้องเกี่ยวข้องมี 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่คุณต้องจ่ายจากรายได้ที่คุณได้รับจากการทำธุรกิจร้านอาหารของคุณ โดยคำนวณจากรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ
VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเกี่ยวข้องเมื่อยอดขายของคุณเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หากยอดขายของคุณไม่ถึงเกณฑ์นี้ คุณจะไม่ต้องจดทะเบียน VAT
เกณฑ์การเสีย VAT
หากยอดขายต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณจะต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้าของคุณ และนำส่งให้กับกรมสรรพากร
วิธีคำนวณภาษีเงินได้
การคำนวณภาษีเงินได้มี 2 วิธีหลักๆ ที่คุณสามารถเลือกใช้ได้ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
วิธีเงินได้สุทธิ
วิธีเงินได้สุทธิ คือ การคำนวณภาษีจากรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ โดยมีสูตรคำนวณดังนี้: รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
วิธีเงินได้พึงประเมิน
วิธีเงินได้พึงประเมิน จะใช้ในกรณีที่คุณมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาท โดยคำนวณจากรายได้รวมทั้งหมดคูณด้วย 0.5%
การเปรียบเทียบและเลือกวิธีคำนวณ
คุณต้องคำนวณภาษีทั้ง 2 วิธี แล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ วิธีที่ให้ผลลัพธ์เป็นภาษีที่สูงกว่าคือวิธีที่คุณต้องใช้ในการยื่นภาษี
ประเภทเงินได้และค่าใช้จ่าย
ในการยื่นภาษี คุณต้องทราบว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ในประเภทใด และค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่คุณสามารถนำมาหักได้
เงินได้ประเภทที่ 8
รายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่ม จัดอยู่ในประเภทเงินได้ที่ 8 ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในประเภทอื่นๆ
การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา
การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา คือ การหักค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับประเภทเงินได้นั้นๆ สำหรับเงินได้ประเภทที่ 8 คุณสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ของรายได้
การหักค่าใช้จ่ายตามจริง
การหักค่าใช้จ่ายตามจริง คือ การนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินธุรกิจมาหักออกจากรายได้ ซึ่งคุณต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ถูกต้องและทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างเป็นระบบ
หลักฐานและบัญชีรายรับ-รายจ่าย
หากคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง คุณต้องเก็บหลักฐานการจ่ายต่างๆ เช่น ใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าร้าน ค่าจ้างพนักงาน และทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อใช้ในการยืนยันค่าใช้จ่ายกับกรมสรรพากร
การยื่นภาษีสำหรับร้านอาหาร
การยื่นภาษีสำหรับร้านอาหารมีขั้นตอนและรายละเอียดที่คุณต้องใส่ใจ เพื่อให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง
รายได้จากช่องทางต่างๆ
รายได้จากร้านอาหารของคุณอาจมาจากหลายช่องทาง เช่น การขายหน้าร้าน การขายผ่านแอป Delivery และโครงการคนละครึ่ง คุณต้องนำรายได้จากทุกช่องทางมารวมกันเพื่อคำนวณภาษี
การรวมรายได้
คุณต้องนำรายได้ทั้งหมดที่ได้รับตลอดทั้งปีภาษีมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินสด เงินโอน หรือเงินที่ได้รับจากโครงการต่างๆ
รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย
รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของคุณก่อนที่จะนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักออก
การกรอกข้อมูลในเว็บไซต์สรรพากร
คุณสามารถยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้ โดยกรอกข้อมูลรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่างๆ ตามแบบฟอร์มที่กำหนด
การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย
คุณสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหลักฐานและระบบบัญชีของคุณ
ค่าลดหย่อน
อย่าลืมนำค่าลดหย่อนต่างๆ ที่คุณมีมาใช้ในการคำนวณภาษี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร ค่าเบี้ยประกัน และอื่นๆ เพื่อช่วยลดภาระภาษีของคุณ
VAT กับยอดขาย: สองเรื่องที่ต้องรู้
VAT เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจ หากยอดขายของคุณถึงเกณฑ์ที่กำหนด
ความแตกต่างระหว่างยอดขายและ VAT
ยอดขาย คือ รายได้รวมทั้งหมดที่คุณได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ ส่วน VAT คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้าในอัตรา 7%
ผลกระทบของการจด VAT ต่อราคาขาย
เมื่อคุณจดทะเบียน VAT คุณจะต้องบวก VAT 7% เข้าไปในราคาขายสินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของคุณ
การคำนวณ VAT
ในการคำนวณ VAT คุณต้องคำนวณ VAT ที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้า (VAT ขาย) และ VAT ที่คุณจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าและบริการ (VAT ซื้อ) จากนั้นนำ VAT ขาย หักด้วย VAT ซื้อ ผลที่ได้คือ VAT ที่คุณต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร
ตัวอย่างการคำนวณภาษีร้านอาหาร
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างการคำนวณภาษีสำหรับร้านอาหารกัน
ตัวอย่างรายได้
สมมติว่าคุณมีรายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งปี 800,000 บาท
การคำนวณภาษี
ถ้าคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ค่าใช้จ่ายของคุณจะเท่ากับ 480,000 บาท (800,000 x 60%) เงินได้สุทธิของคุณจะเท่ากับ 320,000 บาท (800,000 – 480,000) คุณต้องนำเงินได้สุทธินี้ไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ผลลัพธ์และข้อควรพิจารณา
ในกรณีนี้ คุณอาจต้องพิจารณาเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของคุณมากกว่า 480,000 บาท เพื่อให้คุณเสียภาษีน้อยลง
สรุปประเด็นสำคัญ
มาสรุปประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการยื่นภาษีสำหรับร้านอาหารกัน
รายได้: ทุกช่องทาง
นำรายได้จากทุกช่องทางมารวมกัน
การหักค่าใช้จ่าย: เหมาหรือจริง
เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหลักฐาน
VAT: เกิน 1.8 ล้านบาท
จดทะเบียน VAT หากยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
การทำความเข้าใจเรื่องภาษีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เพื่อให้คุณสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนภาษีและการเงิน สามารถ
ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์
แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

Leave a Reply