ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ 400 ปี เปลี่ยนโลกที่เกิดจาก ‘วิกฤต’ จาก Adam Smith สู่ Keynes และ Friedman
เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมบางประเทศถึงรวยเอาๆ แต่บางประเทศกลับยังจนอยู่ แล้วแนวคิดทางเศรษฐกิจที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เนี่ย มันมามีอิทธิพลกับชีวิตเราได้อย่างไร วันนี้เราจะมาลองย้อนรอยประวัติศาสตร์กันสัก 400 ปี เพื่อหาคำตอบของเรื่องนี้กัน มีคนเคยเปรียบเทียบไว้น่าสนใจมากเลยนะครับ เขาบอกว่าเราทุกคนเนี่ยก็เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำของระบบเศรษฐกิจ แต่เราอาจจะไม่เคยรู้ตัวเลยว่าน้ำที่ว่าเนี่ยมันคืออะไร แล้วมันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจน้ำที่เราไหว้อยู่กัน สิ่งที่ต้องเข้าใจกันก่อนเลยก็คือ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เนี่ยมันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ในตำราเรียนนะครับ แต่มันคือผลผลิตจากวิกฤตการณ์จริงๆ มันคือไอเดียที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ๆ ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อนโยบายของโลกและชีวิตประจำวันของเราทุกคนเลย
จุดเริ่มต้น: พาณิชย์นิยม (Mercantilism)
เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันที่จุดตั้งต้นของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่กันเลย ยุคที่ความมั่งคั่งของประเทศเนี่ย เขาไม่ได้วัดกันที่กองทัพที่ยิ่งใหญ่ แต่วัดกันที่ว่ามีทองอยู่ในคลังมากแค่ไหน
การปฏิวัติแนวคิด: การค้าเสรี
แต่แล้วครับมันก็มีคนคิดต่างขึ้นมา บอกว่า เฮ้ย ทำไมเราไม่ช่วยกันทำให้เค้กก้อนนี้มันใหญ่ขึ้นล่ะ นี่แหละครับคือจุดกำเนิดของแนวคิดการค้าเสรี ที่เชื่อว่าทุกคนรวยขึ้นพร้อมกันได้นะ ถ้าเราเปิดใจค้าขายกัน
วิกฤตและแนวคิดใหม่: การแทรกแซงของรัฐ
สังเกตนะครับว่าแต่ละคนเนี่ย จะโผล่ขึ้นมาในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ๆ และต้องการคำตอบใหม่ๆ พอดีเลย
Stackflation และการกลับมาของแนวคิดเสรีนิยมใหม่
นี่แหละครับคือปริศนาที่ทฤษฎีของเคนส์หาคำตอบไม่ได้ และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ Milton Friedman และกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโก้เข้ามามีบทบาท
ยุคปัจจุบัน: Neoclassical Synthesis และความท้าทายใหม่
แล้วเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็นำเรามาสู่ยุคปัจจุบันนี้แหละครับ ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานเอาแนวคิดต่างๆ มาปรับใช้
แนวคิดพาณิชย์นิยม
คืนในยุคแรกๆ เลยนะครับ แต่ละประเทศจะคิดเหมือนกันหมดเลยว่า ความรวยของชาตินี่มันวัดกันที่ทองในคลังหลวง ใครมีทองเยอะกว่า คนนั้นเจ๋งกว่า แนวคิดแบบนี้เขาเรียกว่า พาณิชย์นิยม หรือ Mercantilism ครับ พูดง่ายๆ ก็คือ พยายามขายของออกไปให้เยอะที่สุด แล้วก็นำเข้าน้อยที่สุด มันเหมือนกับว่าโลกเรามีเค้กอยู่ก้อนเดียว ทุกคนต้องแย่งกันกิน
Adam Smith และ The Invisible Hand
คนที่เข้ามาเปลี่ยนเกมคนแรกเลยก็คือ Adam Smith ครับ เขาเสนอแนวคิด ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการเลยนะ ที่ชื่อว่า มือที่มองไม่เห็น หรือ The Invisible Hand เขาบอกว่าจริงๆ แล้วเศรษฐกิจจะทำงานได้ดีที่สุด เมื่อรัฐบาลถอยออกมาหน่อย ปล่อยให้ทุกคนทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไป แล้วกลไกตลาดมันจะหาจุดสมดุลที่ลงตัวสำหรับทุกคนเอง
วิกฤตในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
แต่ก็นั่นแหละครับ ไอเดียของ Smith แม้จะทรงพลังมาก แต่พอเอามาใช้จริงในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มันก็ดันไปสร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนักเลย
Karl Marx และการวิพากษ์ทุนนิยม
เขาคือขั้วตรงข้ามกับ Adam Smith แบบสุดๆ มามองว่าระบบทุนนิยมเนี่ย มันขับเคลื่อนด้วยการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างนายทุนกับคนงาน แล้วระบบเนี้ยมันก็มีแนวโน้มที่จะกดขี่ขูดรีดแรงงานโดยธรรมชาติ สุดท้ายเขาก็ทำนายว่าทุนนิยมจะล่มสลายลงด้วยตัวของมันเอง
Joseph Schumpeter: การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์
แต่ในขณะที่ Marx มองว่าทุนนิยมจะทำลายตัวเองจนพังพินาศ ก็มีอีกไอเดียที่น่าสนใจมากจาก Joseph Schumpeter เขาเรียกว่า การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ เขาบอกว่าจริงๆ แล้วจุดแข็งของทุนนิยมก็คือ การที่มันทำลายตัวเองอยู่ตลอดเวลานี่แหละ
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression)
จากนั้น เรื่องราวก็เดินทางมาถึงศตวรรษที่ 20 ครับ พร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมันได้ทำลายความเชื่อที่ว่าปล่อยให้ตลาดจัดการตัวเองไปจนแทบไม่เหลือเลย
John Maynard Keynes และการแทรกแซงของรัฐ
และคนที่มาพร้อมกับทางออกในตอนนั้นก็คือ John Maynard Keynes ครับ เขาเสนอไอเดียที่สวนกระแสมากๆ คือ เขาบอกว่าในภาวะที่เศรษฐกิจมันแย่เนี่ย รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงเลย ต้องเป็นผู้ใช้จ่ายมือสุดท้าย คือต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบผ่านโครงการใหญ่ๆ เพื่อสร้างงาน แล้วก็เหมือนกับจุดเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจมันกลับมาติดอีกครั้งหนึ่ง แนวคิดของ Keynes เนี่ย กลายเป็นแนวทางหลักที่ทั่วโลกใช้กันอยู่หลายสิบปีเลยนะครับ
Stackflation: วิกฤตที่ท้าทายทฤษฎี
จนกระทั่งมาถึงช่วงทศวรรษ 1970 ก็เกิดวิกฤตครั้งใหม่ ที่มันแปลกมาก แปลกจนทฤษฎีของ Keynes เนี่ย อธิบายไม่ได้แล้วก็แก้ไม่ได้ด้วย ปัญหาที่ว่าเนี่ย เขาเรียกว่า Stackflation ครับ มันคือสภาวะที่แบบว่า จะปวดมาก คือเงินเฟ้อก็สูงปรี๊ด แต่เศรษฐกิจกลับไม่โต แถมคนก็ยังตกงานกันเพียบ มันเป็นโจทย์ที่ยากมากในยุคนั้นเลย แล้วก็เป็นเหมือนการเปิดประตูให้ทฤษฎีใหม่ๆ ได้เข้ามามีบทบาท
Milton Friedman และนโยบายการเงิน
เขาบอกว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลที่ใหญ่เกินไปต่างหากที่เป็นตัวปัญหา ทางแก้ที่ถูกต้องคือต้องให้ธนาคารกลางที่เป็นอิสระ เข้ามาควบคุมปริมาณเงินในระบบ หรือที่เรียกว่า นโยบายการเงิน เพื่อจัดการกับเงินเฟ้อโดยตรง ไม่ใช่การใช้จ่ายภาครัฐแบบ Keynes
Neoclassical Synthesis
ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานเอาแนวคิดต่างๆ มาปรับใช้
ความท้าทายใหม่: การกลับมาของแนวคิดคล้ายพาณิชย์นิยม
แต่ในปัจจุบัน เราก็เริ่มเห็นแนวคิดที่คล้ายๆ กับพาณิชย์นิยมกลับมาอีกครั้ง เช่น การกีดกันทางการค้า การให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่เราต้องติดตามกันต่อไป
- ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้นจากวิกฤตและแก้ปัญหา
- พาณิชย์นิยมเน้นความมั่งคั่งจากทองคำในคลัง
- การค้าเสรีเชื่อว่าทุกคนรวยขึ้นได้
- Adam Smith เสนอแนวคิดมือที่มองไม่เห็น
- วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ทำให้เกิดการแทรกแซงของรัฐ
- Keynesianism เน้นการใช้จ่ายของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- Stackflation ท้าทายทฤษฎี Keynesian
- Friedman เน้นนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
- Neoclassical Synthesis ผสมผสานแนวคิดต่างๆ
- แนวคิดคล้ายพาณิชย์นิยมกลับมาท้าทายการค้าเสรี
-
จุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่
- แนวคิดพาณิชย์นิยม: ความมั่งคั่งวัดจากทองคำ
- ข้อจำกัดของพาณิชย์นิยม
- การกำเนิดแนวคิดการค้าเสรี
-
การปฏิวัติแนวคิด: การค้าเสรี
- Adam Smith และ The Invisible Hand
- ผลกระทบของแนวคิด Smith
- วิกฤตในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
-
วิกฤตและแนวคิดใหม่: การแทรกแซงของรัฐ
- Karl Marx และการวิพากษ์ทุนนิยม
- Joseph Schumpeter: การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์
- วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression)
- John Maynard Keynes และการแทรกแซงของรัฐ
-
Stackflation และการกลับมาของแนวคิดเสรีนิยมใหม่
- Stackflation: วิกฤตที่ท้าทายทฤษฎี Keynes
- Milton Friedman และนโยบายการเงิน
- การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคปัจจุบัน
-
ยุคปัจจุบัน: Neoclassical Synthesis และความท้าทายใหม่
- Neoclassical Synthesis: การผสมผสานแนวคิด
- ความท้าทายใหม่: การกลับมาของแนวคิดคล้ายพาณิชย์นิยม
- อนาคตของเศรษฐกิจโลก
ลองดูภาพนี้สิครับ คือตามทฤษฎีเดิมๆ เลยนะ ถ้าคนว่างงานเยอะ ของมันก็น่าจะขายไม่ค่อยออกใช่มั๊ยครับ ราคาสินค้าหรือเงินเฟ้อก็ควรจะต่ำ แต่ในยุค Stack Flation เนี่ย โอ้โหมันสวนทางกันหมดเลยครับ ทั้งคนตกงาน ทั้งข้าวของก็แพงขึ้นไปพร้อมๆ กัน นี่แหละครับคือปริศนาที่ทฤษฎีของ Keynes หาคำตอบไม่ได้
แล้วเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็นำเรามาสู่ยุคปัจจุบันนี้แหละครับ ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานเอาแนวคิดต่างๆ มาปรับใช้
แต่ในปัจจุบัน เราก็เริ่มเห็นแนวคิดที่คล้ายๆ กับพาณิชย์นิยมกลับมาอีกครั้ง เช่น การกีดกันทางการค้า การให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่เราต้องติดตามกันต่อไป
ดังนั้น การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของปัญหา และเข้าใจว่าทำไมแนวคิดบางอย่างถึงยังคงมีอิทธิพลต่อโลกในปัจจุบัน
หากคุณต้องการวางแผนการเงินและลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์
แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

Leave a Reply