ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก: สมรภูมิความคิด 300 ปี ที่กำหนดเงินในกระเป๋าเราวันนี้
เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเวลาเราเปิดข่าวเศรษฐกิจ เราถึงได้ยินเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เรื่องหนี้สาธารณะเอย การค้าเสรีเอย หรือทำไมธนาคารกลางถึงมีบทบาทสำคัญขนาดนั้น? จริงๆ แล้วคำตอบของทุกคำถามพวกนี้ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ครับ เป็นเรื่องราวการต่อสู้ทางความคิดที่สนุกและเข้มข้นมากๆ ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกไปพร้อมๆ กัน เรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่การเถียงกันเรื่องตัวเลขในห้องประชุมนะครับ แต่มันคือสมรภูมิทางความคิดของจริงเลยที่สู้กันมาเป็นร้อยๆ ปี และก็ยังสู้กันไม่จบจนถึงทุกวันนี้
จากทองคำ สู่มือที่มองไม่เห็น
เราจะย้อนเวลาไปดูจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์กัน ไปดูกันว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ๆ มันให้กำเนิดนักคิดและทฤษฎีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาลได้อย่างไร
ลัทธิพาณิชยนิยม
ลองจินตนาการย้อนกลับไปในยุคที่ความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้วัดกันที่ GDP หรือความเป็นอยู่ของประชาชนนะครับ แต่วัดกันง่ายๆ เลยว่าในคลังของรัฐมีทองคำเก็บอยู่เยอะแค่ไหน นั่นแหละครับคือหัวใจของลัทธิพาณิชยนิยม เป้าหมายมีอย่างเดียวเลยคือทำยังไงก็ได้ให้ทองคำไหลเข้าประเทศเราให้มากที่สุด และไหลออกจากประเทศเราให้น้อยที่สุด ความคิดแบบนี้ยังแฝงตัวอยู่ในนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างการตั้งกำแพงภาษี การกีดกันทางการค้าที่มองว่าการค้าเนี่ยเป็นเกมที่ต้องมีคนแพ้คนชนะ ถ้าเราขาดดุลการค้าก็คือเราแพ้ ทั้งหมดนี้คือรากความคิดที่มาจากลัทธิพาณิชยนิยม
การค้าเสรี: แนวคิดของ Adam Smith และมือที่มองไม่เห็น
โลกดำเนินมาแบบนี้หลายร้อยปี จนกระทั่งในปี 1776 ก็มีชายคนนึงชื่อ Adam Smith โผล่ขึ้นมาแล้วบอกว่าเดี๋ยวก่อน ที่ทำกันมาทั้งหมดเนี่ยมันอาจจะผิด เขาบอกว่าความมั่งคั่งของโลกไม่ใช่เค้กที่มีขนาดจำกัดที่ต้องแย่งกันนะครับ แต่เราสามารถทำให้เค้กก้อนนี้มันใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ และกุญแจสำคัญที่จะทำให้เค้กมันใหญ่ขึ้นได้ก็คือการค้าเสรี แนวคิดที่โด่งดังที่สุดของ Smith ก็คือ “มือที่มองไม่เห็น” นี่แหละครับ เขาเชื่อว่าถ้าปล่อยให้ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและค้าขายกันอย่างอิสระ ตลาดมันจะหาจุดสมดุลของมันเองได้ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นคอยจัดระเบียบทุกอย่าง ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลก็คือแค่ดูแลเรื่องความปลอดภัย สร้างโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ถอยออกมา ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานของมันไป โอ้โห แนวคิดของ Adam Smith นี่คือเปลี่ยนโลกเลยนะครับ และมันก็กลายเป็นแนวคิดหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมานานกว่า 150 ปี
เมื่อรัฐบาลต้องก้าวเข้ามา
แนวคิดการค้าเสรีดำเนินมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ที่สั่นคลอนความเชื่อในมือที่มองไม่เห็นจนพังทลายลง และนั่นก็นำเรามาสู่บทต่อไป
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่: วิกฤตที่ทำให้มือที่มองไม่เห็นหายไป
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่มันคือหายนะของจริงเลยครับ ตลาดหุ้นล่ม คนตกงานเป็น 10 ล้าน ร้านธุรกิจเจ๊งกันเป็นแถวๆ ธนาคารก็ล่ม สถานการณ์ตอนนั้นมันเลวร้ายซะจนดูเหมือนว่าไอ้เจ้ามือที่มองไม่เห็นที่เคยเชื่อกันนักหนาเนี่ย มันหายไปไหนก็ไม่รู้ ช่วยอะไรไม่ได้เลย
ทฤษฎี Keynes: รัฐบาลต้องเข้าแทรกแซงและอัดฉีดเงิน
แล้วก็มีฮีโร่ขี่ม้าขาวปรากฏตัวขึ้นมาครับ ชื่อของเขาก็คือ John Maynard Keynes เสนอไอเดียที่แบบสวนทางกับ Adam Smith แบบสุดขั้วเลย เขาบอกว่าในยามวิกฤตเนี่ยจะรอให้มือที่มองไม่เห็นมาช่วยมันไม่ทันการ รัฐบาลต่างหากที่ต้องลงมือ ต้องทำตรงกันข้ามกับที่เคยเชื่อกันมา คือต้องใช้เงินอัดฉีด เงินเข้าไปในระบบ สร้างงาน สร้างโครงการต่างๆ ต่อให้ต้องเป็นหนี้ก็ต้องทำ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมันกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง แล้วทฤษฎีของ Keynes ก็ได้ผลจริงๆ ครับ มันกลายเป็นตำราเล่มใหม่ที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้กันมานานหลายสิบปีเลย
เมื่อรัฐบาลต้องถอยกลับไป
แต่ก็นั่นแหละครับ พอใช้ยาตัวเดิมนานๆ เข้า มันก็เริ่มมีผลข้างเคียง ซึ่งพาเรามาถึงบทที่ 3
Stackflation: ปัญหาที่ทฤษฎี Keynes ไม่มีคำตอบ
ในยุค 70 โลกเจอกับปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อนครับ เขาเรียกกันว่า “Stackflation” มันคือฝันร้ายของนักเศรษฐศาสตร์เลยนะ เพราะมันคือภาวะที่ข้าวของก็แพงขึ้นสุดๆ แต่ในขณะเดียวกันคนก็ตกงานกันเยอะมาก ซึ่งมันเป็นปัญหาที่ตำราของ Keynes ไม่มีคำตอบให้เลย
Milton Friedman: รัฐบาลขนาดเล็กและการควบคุมเงินเฟ้อ
และในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังสับสนนี่แหละครับ ก็มีดาวดวงใหม่แจ้งเกิดขึ้นมา เขาคือ Milton Friedman ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของ Keynes เลย ในขณะที่ Keynes บอกว่ารัฐต้องใหญ่และแข็งแรง Friedman กลับบอกว่าผมชอบรัฐบาลขนาดเล็ก และแนวคิดนี้ก็ดังเป็นพลุแตกเลยครับ เพราะตอนนั้นคนเริ่มเบื่อแล้วกับการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงแต่แก้ปัญหาไม่ได้ซะที Friedman บอกว่าหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การลงไปพายเรือกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ แต่คือการเป็นคนคุมทิศทางลมกับกระแสน้ำให้มันนิ่ง เพื่อให้เรือของภาคเอกชนทุกลำแล่นไปได้เองอย่างปลอดภัย ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการคุมกระแสน้ำก็คือการควบคุมเงินเฟ้อ ผ่านองค์กรที่เรียกว่าธนาคารกลาง ที่ต้องเป็นอิสระจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง
ค็อกเทลเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ผ่านสงครามความคิดมา 3 ยุค 3 สมัยแล้ว สุดท้ายทุกวันนี้ล่ะ เราอยู่ตรงไหนกันแน่?
การผสมผสานทฤษฎี: การใช้ยาหลายขนาน
คำตอบก็คือ เราไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบสุดโต่งครับ แต่เราเหมือนกับเอาส่วนที่ดีที่สุดของแต่ละทฤษฎีมาผสมรวมกัน จนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบลูกผสม หรือค็อกเทลสุดเฉพาะของยุคเรานี่แหละ
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และโควิด: การใช้ยาของ Keynes
ลองนึกภาพตามนะครับ พอเศรษฐกิจจะพังอย่างตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 หรือตอนโควิด เราก็หยิบยาของ Keynes ขึ้นมาใช้ คือรัฐบาลเข้ามาอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางและการควบคุมเงินเฟ้อ: แนวคิดของ Friedman
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อผ่านธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแนวคิดของ Friedman
การค้าเสรี: หลักการพื้นฐานของ Adam Smith
และแน่นอนว่าหลักการพื้นฐานของการค้าเสรีของ Adam Smith ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
แล้วกฎเกณฑ์ใหม่คืออะไร
แล้วโลกเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไร?
การกลับมาของแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ
เราอาจจะได้เห็นการกลับมาของแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ การกีดกันทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง
สงครามการค้าและการท้าทายกฎกติกา
สงครามการค้าและการท้าทายกฎกติกาเดิมๆ จะกลายเป็นเรื่องปกติ
การเตรียมตัวรับมือกับโลกใบใหม่
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เตรียมตัวรับมือกับโลกใบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำความเข้าใจบทบาทของรัฐบาลและธนาคารกลาง และวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
การทำความเข้าใจ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจที่เราใช้ในปัจจุบัน เข้าใจแนวคิดและทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้
อย่ารอช้า! ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์
แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

Leave a Reply