ถอดรหัส Deductible, Co-payment, Excess คืออะไร? มีประกันแล้วทำไมต้องจ่ายเพิ่ม? รู้ก่อนเคลม!
เคยสงสัยไหมว่าทำไมมีประกันแล้ว แต่เวลาเคลมทีไรต้องควักเงินจ่ายเพิ่มอยู่เสมอ? คำตอบอยู่ที่คำศัพท์เฉพาะทางที่เรามักจะเจอกันบ่อยๆ อย่าง Deductible, Co-payment และ Excess ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันภัยที่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ วันนี้เราจะมาถอดรหัสศัพท์เหล่านี้ พร้อมเจาะลึกว่าแต่ละคำมีความหมายอย่างไร และมีผลต่อการเคลมประกันของเราอย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างชาญฉลาดและใช้ประกันได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ทำไมมีประกันแล้วยังต้องจ่ายเพิ่ม?
เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมถึงต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งๆ ที่มีประกันแล้ว เราต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่สำคัญของระบบประกันภัย นั่นคือ “หลักการร่วมรับผิดชอบ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบระบบประกันภัยในยุคปัจจุบัน
หลักการร่วมรับผิดชอบในประกัน
หลักการร่วมรับผิดชอบไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบประกันภัยตั้งแต่แรกเริ่ม โดยมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้
- ช่วยให้เบี้ยประกันโดยรวมไม่แพงจนเกินไป ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้ง่ายขึ้น
- ช่วยป้องกันการใช้บริการที่เกินความจำเป็น ทำให้ระบบประกันภัยโดยรวมมีความยั่งยืน
เหตุผลของการร่วมรับผิดชอบ
การมีส่วนร่วมรับผิดชอบทำให้ผู้เอาประกันภัยมีความระมัดระวังในการใช้บริการมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงที่บริษัทประกันภัยจะต้องแบกรับทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้เบี้ยประกันโดยรวมถูกลง และทำให้ระบบประกันภัยมีความมั่นคงในระยะยาว
Deductible (ความรับผิดชอบส่วนแรก) คืออะไร?
มาเริ่มถอดรหัสคำแรกกันเลย นั่นคือ Deductible หรือความรับผิดชอบส่วนแรก เปรียบเสมือน “ค่าผ่านประตู” ที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันภัยจะเริ่มเข้ามาจ่ายในส่วนที่เหลือ
Deductible คืออะไร
Deductible คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ก่อนที่บริษัทประกันภัยจะเริ่มจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือ
Deductible แบบจ่ายต่อครั้ง
Deductible แบบจ่ายต่อครั้ง หมายถึง ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายค่า Deductible ทุกครั้งที่มีการเคลมประกัน เช่น ป่วยแต่ละครั้งต้องจ่าย Deductible ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
Deductible แบบจ่ายต่อปี
Deductible แบบจ่ายต่อปี หมายถึง ผู้เอาประกันภัยจ่ายค่า Deductible สะสมไปเรื่อยๆ จนครบตามวงเงินที่กำหนดภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Deductible แบบจ่ายต่อปีมักจะดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการใช้บริการบ่อยครั้ง
Co-payment คืออะไร?
Co-payment เป็นอีกหนึ่งคำที่หลายคนสับสน โดยทั่วไป Co-payment คือการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์หลังจากที่เราจ่าย Deductible ไปแล้ว
Co-payment คืออะไร
Co-payment คือการที่ผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันภัยร่วมกันจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ หลังจากที่ผู้เอาประกันภัยได้จ่าย Deductible ไปแล้ว
ลำดับการจ่าย: Deductible -> Co-payment
ลำดับการจ่ายในการเคลมประกันที่มีทั้ง Deductible และ Co-payment คือ
- ผู้เอาประกันภัยจ่าย Deductible ให้ครบตามที่ระบุในกรมธรรม์
- ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ (หลังจากหัก Deductible) จะถูกแบ่งจ่ายระหว่างผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันภัยตามสัดส่วน Co-payment
Co-payment ภาคบังคับ: กฎใหม่สำหรับประกันสุขภาพ
มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการประกันสุขภาพ นั่นคือการมี Co-payment ภาคบังคับ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป
เงื่อนไข Co-payment ภาคบังคับ
Co-payment ภาคบังคับจะถูกนำมาใช้กับผู้ที่มีพฤติกรรมการเคลมบางอย่าง โดยมีเงื่อนไขหลักๆ 2 กรณี
- กรณีแรก: เคลมโรคเล็กๆ น้อยๆ ไม่รุนแรง เกิน 3 ครั้ง ใน 1 ปี และยอดเคลมรวมเกิน 200% ของเบี้ยประกันที่จ่ายไป
- กรณีที่สอง: เคลมโรคทั่วไปเกิน 3 ครั้ง ใน 1 ปี และยอดเคลมรวมเกิน 400% ของเบี้ยประกันที่จ่ายไป
วัตถุประสงค์ของ Co-payment ภาคบังคับ
มาตรการนี้ออกมาเพื่อควบคุมค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ผู้เอาประกันภัยใช้บริการอย่างสมเหตุสมผล
ตัวอย่างการคำนวณ Co-payment
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างการคำนวณ Co-payment กัน
ขั้นตอนการคำนวณ
สมมติว่า คุณก. ต้องผ่าตัด มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 500,000 บาท, มี Deductible 30,000 บาท และมี Co-payment ภาคบังคับ 30%
- คุณ ก. จ่าย Deductible 30,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ 470,000 บาท (500,000 – 30,000)
- คุณ ก. จ่าย Co-payment 30% ของ 470,000 บาท = 141,000 บาท
ผลลัพธ์การจ่ายจริง
ดังนั้น คุณ ก. ต้องจ่ายทั้งหมด 30,000 + 141,000 = 171,000 บาท
Excess (ค่าเสียหายส่วนแรก) ในประกันรถยนต์
มาถึงเรื่องของประกันรถยนต์กันบ้าง ซึ่งคำว่า “ค่าเสียหายส่วนแรก” ในประกันรถยนต์จะมีความซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย
Deductible ในประกันรถยนต์
Deductible ในประกันรถยนต์ คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยเลือกจ่ายเอง เพื่อแลกกับส่วนลดเบี้ยประกันภัย
Excess ในประกันรถยนต์
Excess หรือค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี เช่น ขับรถชนเสา หรือโดนขีดข่วนแล้วหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้
สถานการณ์ที่ต้องจ่าย Excess
สถานการณ์ที่ต้องจ่าย Excess ได้แก่
- รถยนต์ได้รับความเสียหายจากการชนแล้วหนี
- รถยนต์ได้รับความเสียหายจากการไม่มีคู่กรณี
- รถยนต์ได้รับความเสียหายจากการถูกขีดข่วน
- รถยนต์ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้
เลือกแผนประกันให้เหมาะกับตัวเอง
การทำความเข้าใจเรื่อง Deductible, Co-payment และ Excess จะช่วยให้คุณเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณได้
การเลือก Deductible ในประกันสุขภาพ
หากคุณมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยได้เข้าโรงพยาบาล การเลือกแผนที่มี Deductible สูงๆ จะช่วยให้คุณประหยัดเบี้ยประกันได้ แต่ถ้าคุณมีโรคประจำตัวหรือมีแนวโน้มต้องเข้ารับการรักษาบ่อยๆ การเลือก Deductible ต่ำๆ หรือแบบรายปีจะช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า
การเลือก Deductible ในประกันรถยนต์
สำหรับมือใหม่หัดขับ หรือผู้ที่ยังไม่มั่นใจในการขับขี่ การเลือกแผนประกันที่ไม่มี Deductible อาจจะช่วยให้คุณสบายใจกว่า แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการขับขี่มานาน การเลือกแผนที่มี Deductible เพื่อประหยัดค่าเบี้ยประกันก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจเรื่อง Deductible, Co-payment และ Excess ไม่ใช่แค่เรื่องของศัพท์เทคนิค แต่เป็นเรื่องของการวางแผนทางการเงินและการเลือกใช้ประกันภัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ
หากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม หรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพื่อวางแผนการเงินและเลือกประกันภัยที่เหมาะสมกับคุณ
ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์
แอดไลน์เพื่อรับสูตรการเงินดี ๆ ก่อนใคร 👇

Leave a Reply